สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์บางคน อาจจะเคยมีประสบการณ์ขายของดีมากๆ ออเดอร์เข้ามาไม่หยุด โดยเฉพาะในช่วงวันเลขคู่หรือวันที่แพลตฟอร์มจัดโปรแกรม แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าตนเองขาดทุนไปเรื่อยๆ หรือกำไรที่เคยได้มากมายมหาศาล กลับลดหายไปจนกำไรบางมากและยังไม่รวมค่าแรงของเรา หากจะไปขึ้นราคาก็เกรงว่าจะสู้ร้านอื่นไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งราคาขายสินค้า และเราจะมาบอกกันว่า จะต้องตั้งราคาขายสินค้าอย่างไรให้ได้กำไรจริง ไม่ขาดทุน
ขายของออนไลน์ ต้องรู้ต้นทุน
การจะเข้าไปขายของออนไลน์นั้น อย่างแรกเลยเราต้องรู้ว่าต้นทุนของเรานั้นอยู่ที่เท่าไร และต้นทุนไม่ใช่แค่ค่าสิ่งของ แต่ยังมีต้นทุนที่แพลตฟอร์มคิดยิบย่อยมากมาย
- ค่าธรรมเนียมการขาย : ค่าเปิดหน้าร้านบนแพลตฟอร์มซึ่งคิดเป็น % ตามหมวดหมู่สินค้า โดยที่ค่าธรรมเนียมของ Lazada จะอยู่ที่ 5.35% - 12.41% ตามหมวดหมู่ ส่วน Shopee นั้นค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณ 5.49% - 14.96% แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13.91% ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่ และ TikTok Shop อยู่ที่ 6.42% - 8.56% ตามหมวดหมู่
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม : สำหรับทุกแพลตฟอร์ม การชำระเงินช่องทางปกติ อาทิ การโอนเงิน ตัดบัญชี เก็บเงินปลายทาง หรือจ่ายบัตรเครดิตเต็มจำนวน ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 3.21% รวม VAT แต่หากเป็นระบบผ่อนชำระหรือ Pay Later ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 5% - 6.5%
- ค่าบริการการเข้าร่วมโปรแกรม : ค่าธรรมเนียมโปรแกรมส่วนลดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟรี คืนคอยน์ แจกคูปองส่วนลด จะมีค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมแต่ละโปรแกรมอีก โดยหากเป็น Prime Seller บน Shopee จะมีค่าธรรมเนียม 8.56% หากเป็น Premium Package ของ Lazada จะมีค่าธรรมเนียม 5.35% - 7.49% และการสนับสนุนการเติบโตของ TikTok Shop จะอยู่ที่ 5.35% - 6.42%
- ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน : ทาง Shopee และ TikTok Shop จะคิดที่ 1.07 บาท ต่อออเดอร์ กรณีที่ภายใน 30 วันมีคำสั่งซื้อเกิน 100 ออเดอร์ ส่วน Lazada ไม่คิด
โดยสรุปคือ สำหรับ Shopee จะมีค่าธรรมเนียมโดยรวมที่ 22% Lazada จะมีค่าธรรมเนียมที่ 24% และ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมที่ 19%
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมทั้งหมดนี้ยังไม่ถือว่าเป็นต้นทุนทั้งหมดที่คนขายของออนไลน์ต้องเจอ ยังมีต้นทุนอื่นๆ อย่าง ค่ากล่อง ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่ายิงแอด ค่าสินค้าตีกลับ ต้นทุนด้านเวลา เงินเดือนแอดมิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องตีย้อนกลับไปคิดเป็นต้นทุนด้วย
สูตรตั้งราคาขายไม่ให้ขาดทุน + ตัวอย่างคำนวณ
แน่นอนว่า เมื่อเราอยากจะขายสินค้าเท่าไร เราก็แค่เอาต้นทุน + กำไรเข้าไป หรือการไปดูว่าคู่แข่งตั้งราคาเท่าไร แล้วเราก็ตั้งราคาให้ต่ำกว่า แต่การทำแบบนี้จะกลายเป็นข้อเสียอย่างหนักเพราะเราเองไม่ได้ตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนอย่างแท้จริง และการเข้าไปเล่นในสงครามราคาก็มีแต่จะทำให้เราแพ้และยืนขายของไม่ได้ในระยะยาว วิธีการขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงต้องตั้งราคาแบบนี้
1. กรณีร้านค้าไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมต่างๆ
หากร้านค้าไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม ไม่เน้นส่วนลด มีแค่ใช้แพลตฟอร์มเป็นพื้นที่ขายสินค้าและมีแค่ค่าธรรมเนียมการชำระเงินเท่านั้น โดยปกติแล้วหากเป็นแบบนี้จะมีวิธีคิดคือ ค่าธรรมเนียมการขาย + ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน + VAT 7% ซึ่งโดยเฉลี่ยต้นทุนแพลตฟอร์มอย่างเดียวจะอยู่ที่ 13% ซึ่งการตั้งราคาขายด้วยวิธีการนี้จะเป็นการคิด % ของราคาตั้งขาย ไม่ใช่ราคาทุน และกำไรที่ได้จะเป็นเงินหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้ว
ตัวอย่างสูตรการคำนวณ
- ต้นทุนรวมต่อชิ้น: 100 บาท
- กำไรที่ต้องการ: 20% (คิดเป็น 0.20)
- ค่าธรรมเนียมรวม: 17% (คิดเป็น 0.17)
แทนค่าในสูตร
ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อชิ้น ÷ [1 − (กำไรที่ต้องการ + ค่าธรรมเนียมรวม)]
ราคาขาย = 100 ÷ [1 − (0.2 + 0.17)]
ราคาขาย = 100 ÷ [1 – 0.37]
ราคาขาย = 100 ÷ 0.63
ราคาขาย = 158.73 บาท
จากสูตรนี้ เมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้วจะได้กำไร 31.8 บาท
2. กรณีร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรมต่างๆ
ในกรณีที่ร้านเข้าร่วมโปรแกรม ร้านอาจจะต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก 20-24% สำหรับค่าธรรมเนียมต่างๆ และมีวิธีคิดคือ
ตัวอย่างสูตรการคำนวณ
- ต้นทุนรวมต่อชิ้น: 100 บาท
- กำไรที่ต้องการ: 20% (คิดเป็น 0.20)
- ค่าธรรมเนียมรวม: 24% (คิดเป็น 0.24)
แทนค่าในสูตร
ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อชิ้น ÷ [1 − (กำไรที่ต้องการ + ค่าธรรมเนียมรวม)]
ราคาขาย = 100 ÷ [1 − (0.2 + 0.24)]
ราคาขาย = 100 ÷ [1 – 0.44]
ราคาขาย = 100 ÷ 0.56
ราคาขาย = 178.57 บาท
จากสูตรนี้ เมื่อหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกว่า 24% หรือ 43 บาทไปแล้ว จะเหลือเงิน 136 บาท และได้กำไร 36 บาท
ตั้งราคาแล้วต้องวัดผลและปรับเสมอ
แม้เราจะตั้งราคาขายไว้แล้ว แต่ต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอว่าราคาขายที่ตั้งไว้สามารถสู้กับคู่แข่งได้มากน้อยแค่ไหน และต้องคอยคำนวณต้นทุนแฝงที่อาจจะตามมา และดูว่าแพลตฟอร์มจะมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมหรือไม่ พร้อมกับตั้งราคาขายให้แข่งขันได้ เพื่อที่ร้านของเราจะสามารถเป็นร้านขายดีที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและได้กำไรไม่ว่าแพลตฟอร์มจะขึ้นราคาแค่ไหน
Onebear โปรแกรมรวมแชทที่มาพร้อมกับ AI นอกจากการรวมแชททุกช่องทางเอาไว้ในที่เดียวแล้ว เรายังมี AI ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นแอดมินสามารถขายสินค้าแทนเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับการปิดการขายและส่งโปรโมชันในแบบที่ต้องการ นอกจากนี้เรายังมี Dashboard ที่ทำให้ทราบว่าทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น ส่งผลต่อยอดขายอย่างไร เพื่อนำมาปรับราคาขายและทำโปรโมชันใหม่ให้ตรงใจกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

