เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ กล่องและวัสดุแพ็กของถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจากเราต้องคอยดูให้การแพ็กของแน่นอน สินค้าไม่บุบไม่สลาย ไม่หักแตกหรือเสียระหว่างทาง ซึ่งจะเท่ากับว่าต้องชดเชยสินค้าใหม่ ส่งสินค้าให้ใหม่ และทำให้ลูกค้าหงุดหงิดอารมณ์เสียและร้านเสียชื่ออีก แต่ตอนนี้ราคาค่ากล่อง ค่าบับเบิล ค่าเทป ก็แพงแบบสุด ๆ และย้อนกลับมาเป็นต้นทุนที่คาดไม่ถึง ซึ่งเรื่องนี้ เราสามารถประหยัดค่าต้นทุนได้ หากรู้จักแพ็กของให้ถูกดังนี้
เลือกประเภทกล่องหรือห่อ

กล่องหรือห่อนั้นมีผลโดยตรงกับต้นทุนของสินค้า และต้นทุนเรื่องค่าส่ง การจะเลือกกล่องนั้นไม่ต้องเน้นใหญ่ แต่ให้เน้นว่ากล่องหรือวัสดะนั้นเบาและพอเหมาะกับสินค้า ไม่หลวมเกินไปจนทำให้ของเลื่อนมาเลื่อนไป และไม่เล็กเกินไปจนกล่องปริระหว่างขนส่ง โดยวิธีการในการเลือกแพ็กเกจจิ้งมีดังนี้
ซอง : สำหรับการใส่การ์ด โปสการ์ดขนาดไม่ใหญ่มาก เอกสาร คูปอง หากเป็นโปสเตอร์สามารถม้วนใส่กระบอกได้แทน
ถุง, ซองกันกระแทก : เหมาะสำหรับเสื้อผ้า กางเกง เสื้อผ้าที่ยับได้
กล่อง :
- กล่อง 00 (9.5 x 14 x 6 ซม.) เหมาะสำหรับสินค้าขนาดจิ๋ว เครื่องประดับ แหวน ต่างหู สร้อยคอ, ลิปสติก, พวงกุญแจ, พระเครื่อง, ซิมการ์ด หรือเคส AirPods
- กล่อง 0 (11 x 17 x 6 ซม.) เหมาะสำหรับ: เครื่องสำอางชิ้นเดี่ยว (ครีม, เซรั่มขวดเล็ก), เคสมือถือ, ถุงเท้า, แว่นตา, อาหารเสริมหรือยาแบบกระปุกเล็ก, สายชาร์จ, หูฟัง
- กล่อง 0+4 (11 x 17 x 10 ซม.) เหมาะสำหรับ: สินค้าที่มีฐานเท่าไซส์ 0 แต่มีความสูงหรือความหนามากกว่า เช่น ขวดสเปรย์แอลกอฮอล์, โทนเนอร์ขวดทรงสูง, กระปุกน้ำพริกขนาดเล็ก, หรือโมเดล/ฟิกเกอร์กล่องสุ่ม
- กล่อง AA (13 x 17 x 7 ซม.) เหมาะสำหรับ: กระเป๋าสตางค์ใบสั้น, ชุดชั้นใน, แป้งพัฟ, บลัชออน, หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มเล็ก หรือสบู่ก้อน
- กล่อง A (14 x 20 x 6 ซม.) เหมาะสำหรับ: สินค้าทรงแบน เช่น หนังสือทั่วไป, การ์ตูน, สมุดโน้ต, เสื้อยืดเนื้อผ้าไม่หนา (พับแบน 1 ตัว), หน้ากากอนามัยแบบกล่อง หรือแผ่นมาส์กหน้าหลาย ๆ แผ่น
- กล่อง 2A (14 x 20 x 12 ซม.) เหมาะสำหรับ: สินค้าที่มีความกว้างยาวเท่าไซส์ A แต่หนากว่าเท่าตัว เช่น หนังสือนิยายเล่มหนา, เสื้อผ้า 1-2 ตัว, พาวเวอร์แบงก์, ตุ๊กตาตัวเล็ก หรือเซ็ตเครื่องสำอาง
- กล่อง B (17 x 25 x 9 ซม.) เหมาะสำหรับ: เสื้อเชิ้ต, กางเกงขาสั้น, ชุดเดรส (1-2 ตัว), รองเท้าแตะแฟชั่น, ขนม/ของกินเล่นแบบถุง, หรือเซ็ตครีมบำรุงผิวขนาดกลาง
- กล่อง C (20 x 30 x 11 ซม.) เหมาะสำหรับ: เสื้อผ้าจำนวน 3-4 ตัว, กางเกงยีนส์, เสื้อกันหนาวหนา ๆ, กระเป๋าสะพายข้างแฟชั่น, รองเท้าผ้าใบ (แบบห่อบับเบิลไม่มีกล่องเดิม) หรือโมเดลขนาดกลาง
- กล่อง D (22 x 35 x 14 ซม.) เหมาะสำหรับ: สินค้าชิ้นใหญ่หรือส่งแบบเหมาเซ็ต เช่น กล่องรองเท้าส่งต่อ, เป้สะพายหลัง, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (เช่น ไดร์เป่าผม, กาต้มน้ำจิ๋ว), เสื้อผ้าจำนวนมาก หรือสินค้าจัดเซ็ตของขวัญ
วัสดุกันกระแทก เลือกแบบไหนดี
วัสดุกันกระแทกก็เป็นอีกอย่างที่มีความสำคัญต่อการขนส่ง เพราะหากแพ็กวัสดุกันกระแทกมาไม่ดี อาจทำให้สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง แต่ในขณะเดียวกันถ้าใช้วัสดุกันกระแทกเยอะเกินไป ก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้กล่องที่ใส่ใหญ่เกินไปและมีผลต่อราคาขนส่ง ซึ่งวัสดุกันกระแทกที่ใช้มีดังต่อไปนี้
- บับเบิลกันกระแทก เป็นวัสดุกันกระแทกที่คนนิยมใช้มากที่สุด ด้วยความที่มีคุณสมบัติใช้งานได้หลากหลาย หาง่าย ลดแรงกระแทก เหมาะกับสินค้าทั่วไปทั้งเครื่องสำอาง เครื่องประดับ อุปกรณ์ไอที เครื่องมือเครื่องใช้ สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ โดยวิธีการห่อนั้นจะต้องหันด้านที่เป็นฟองอากาศแนบไปกับสินค้า และด้านเรียบอยู่ด้านนอก อย่างไรก็ตาม การห่อบับเบิลจะต้องระวังไม่ให้ใหญ่เกินไป เพราะจะไปมีผลกับน้ำหนักและขนาดของกล่องที่ต้องใหญ่ขึ้น และจะไปมีผลต่อราคาค่าขนส่ง
- ถุงลมกันกระแทก เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์กันกระแทกที่นิยมใช้กันมาก แม้จะมีราคาสูงขึ้นมาแต่ถือว่าเป็นวัสดุกันกระแทกที่เติมช่องว่างในกล่องและทำให้สินค้าไม่ขยับ ลดการกระแทกได้ดี บีบไม่แตก กระแทกไม่เป็นอะไร โดยส่วนมากคนจะใช้ถุงลมกันกระแทกกับสินค้าที่มีความเปราะ แตกหักง่าย เช่น แก้วไวน์ กล้องถ่ายรูป ขวดแก้ว สกินแคร์ เป็นต้น
- เม็ดโฟมกันกระแทก เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่มีน้ำหนักเบา กันกระแทกได้ดี และไม่เพิ่มน้ำหนักให้กับกล่อง ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบโฟมเม็ดกลม โภมตัวหนอน โฟมกลม หรือแป้งข้าว มีข้อดีคือช่วยกันกระแทกรอยขีดข่วนและปกป้องผิวงานไม่ให้เกิดริ้วรอยใด ๆ อย่างไรก็ตาม โฟมกันกระแทกมีข้อเสียคือเมื่อเปิดกล่องแล้วจะหกเลอะเทอะ
- กระดาษฝอย กระดาษฝอยเป็นอีกวัสดุกันกระแทกที่ช่วยเติมช่องว่างในกล่องได้ดี เป็นวัสดุที่หาง่าย ใช้ได้กับสินค้าหลากหลายประเภท เหมาะกับสินค้าประเภทของขวัญของฝากชิ้นเล็ก ๆ ที่เปราะและแตกหักง่าย เช่น ตุ๊กตาเซรามิก หรืองานหัตถกรรมเล็ก ๆ อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ค่อยใช้กระดาษฝอยกับสินค้าที่มีแนวโน้มจะเปียก เนื่องจากวัสดุดูดซับความชื้นในอากาศได้ง่าย
- วัสดุรีไซเคิล โดยส่วนมากแล้ว วัสดุกันกระแทกมักจะเป็นของที่ใช้แล้วทิ้ง และต้องใช้กับทุกกล่อง และหลังจากใช้เสร็จแล้ววัสดุกันกระแทกก็จะกลายเป็นขยะ ซึ่งเราสามารถประหยัดในจุดนี้ได้ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศษกระดาษ เศษกล่องลูกฟูกใช้แล้ว กระดาษหนังสือพิมพ์ ผักตบชวากันกระแทก เศษผ้า เศษกระดาษ เป็นต้น
แพ็กของอย่างไรให้ประหยัดต้นทุน

- เลือกกล่องที่มีขนาดเหมาะสม การเลือกใช้กล่องนั้นต้องเป็นขนาดที่เหมาะสมกับสินค้า ไม่เหลือที่ว่างมากเกินไปจนของกลิ้งไปกลิ้งมา และไม่เล็กเกินไป ซึ่งเราสามารถใช้กล่องเดิมมารีไซเคิลได้เพื่อประหยัดเงิน แต่เราต้องดูสภาพกล่องด้วย ซึ่งถ้าเราเลือกกล่องได้ดีแล้ว นอกจากจะลดโอกาสที่วัสดุจะกระแทกตอนขนส่ง ยังมีส่วนช่วยในการประหยัดต้นทุนค่าส่งกับขนส่งที่คิดค่าบริการตามขนาดวัสดุ
- เลือกกล่องที่มีคุณภาพดี การเลือกกล่องนั้นต้องเป็นกล่องที่มีความทนทาน เพราะระหว่างการขนส่งจะมีการโยน เปลี่ยนมือไปมาบ่อย ๆ หรือบางครั้งส่งถึงปลายทางแล้ววัสดุตากฝนหรืออื่น ๆ หากใช้กล่องที่มีคุณภาพต่ำ ก็มีความเสี่ยงที่กล่องจะยุบ บุบ แตก และทำให้สินค้าข้างในแตกไปด้วย
- เลือกวัสดุกันกระแทกให้เหมาะสม การห่อสินค้าถือว่าเป็นอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เวลาแพ็กของต้องดูด้วยว่าสินค้าที่ต้องห่อวัสดุกันกระแทกเป็นอะไร หากเป็นวัสดุทั่วไปสามารถแพ็กด้วยการห่อบับเบิลได้ แต่หากของนั้นเป็นของที่แตกง่าย เช่น แก้ว เครื่องสำอางที่อยู่ในขวดแก้ว สกินแคร์ แชมพู ยาสระผม เจล อาจต้องพิจารณาใช้ถุงลมแทนเพื่อลดช่องว่างในกล่องและลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้น แต่หากสินค้าเหล่านั้นทนแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง อาจใช้กระดาษรังผึ้ง กระดาษฝอย หรือเม็ดโฟมได้
จุดที่ต้องระวังมากที่สุด: คือมุมของสินค้า เช่น มุมหนังสือ มุมขวด โดยหากมุมต่าง ๆ ถูกกระแทกอาจจะยุบหรือแตกได้ การห่อวัสดุกันกระแทกจึงต้องห่อหุ้มมุมให้ดีเป็นพิเศษ - หากสินค้าแตกเสียหายง่าย ต้องแพ็กไม่ให้เหลือช่องว่าง เราสามารถใช้กระดาษฝอย เศษกระดาษ ซ้อนกล่อง ถุงลมหรืออื่น ๆ มาเติมให้เต็มในช่องว่างของกล่อง เพื่อกันไม่ให้สินค้าขยับไปมามากจนเกินไป โดยเราสามารถทำได้ด้วยการลองเขย่าและฟังเสียงว่าสินค้าขยับไปมาเยอะหรือไม่ หากสินค้าขยับน้อยเท่าไร โอกาสสินค้าจะเสียหายก็น้อยเท่านั้น
- ปิดเทปให้แน่นหนา การปิดเทปนั้นต้องเน้นที่แน่นหนา ด้วยการปิดตามรอยต่อด้านบน ด้านล่าง ตามขอบกล่อง และถ้าจะให้ดีต้องใช้เทปแพ็ก 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย ระวังไม่ให้เกิดช่องว่างและอย่าปิดกล่องหากกล่องนูนออกมาจนปิดไม่ได้
สุดท้ายหากเป็นสินค้าแตกหักง่าย ต้องมีการติดสติกเกอร์ระวังแตกไว้ด้วย และหากเป็นสินค้าอาหารสด เน่าเสียบูดง่าย ต้องมีการติดสติกเกอร์อาหารสด ระวังแตก และต้องแพ็กสินค้าให้แน่นหนาเพื่อป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างทาง
สรุป
กล่อง เทป วัสดุกันกระแทก ทุกอย่างสามารถเป็นต้นทุนได้หมด แต่หากเราอยากประหยัดต้นทุนแล้ว นอกเหนือจากการที่ซื้ออุปกรณ์เป็นแพ็กที่จะได้ราคาถูกและประหยัดต้นทุนแล้ว การแพ็กของก็สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกล่องให้เหมาะกับสินค้า ซื้อวัสดุกันกระแทกให้เหมาะ แพ็กกล่องให้แน่นหนาเพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่ลงทุนและเสียเวลาเล็กน้อย แต่เป็นรายละเอียดที่มองข้ามไม่ได้ เพราะนอกจากสินค้าจะถึงมือลูกค้าในสภาพใหม่แล้ว เรายังสามารถเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ เข้าไปทำให้ลูกค้าประทับใจในบริการได้อีกด้วย
Onebear โปรแกรมรวมแชทออกแบบมาเพื่อร้านค้าออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อคนขายของออนไลน์โดยเฉพาะ กับการรวมแชทจาก Social และ E-commerce เอาไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ยังมี AI ที่จะช่วยในการขายของ แนะนำโปรโมชั่น ปิดการขาย ส่ง QR Code ให้ลูกค้าจ่ายเงินได้ หากข้อมูลที่ลูกค้าถามมีความซับซ้อน ก็สามารถส่งต่อไปให้แอดมินเป็นคนตอบแทน พร้อมกับ Dashboard ที่ทำให้เห็นยอดขายได้แบบ Real-time และการรวบรวมข้อมูลลูกค้าไว้ในที่เดียวแบบ CRM ช่วยให้การขายของออนไลน์ทำได้ง่าย สะดวกมากขึ้นกับพ่อค้าแม่ค้าทุกคน

